· หน้าแรก
· กระดานข่าว
· ข่าวสารส่วนตัว
· ติดต่อเรา
· ถามกันบ่อย
· แนะนำและบอกต่อ
· เผยแพร่ข่าวสาร
· ภาพข่าวกิจกรรม
· รายนามสมาชิก
· วารสาร
· สถิติการเข้าชม
· สมุดเยี่ยม
· อัลบั้มภาพ

หนังสือแนะนำ

วิธีการเชิงผสมผสาน
สำหรับการวิจัยและประเมิน :

                                      180.-

การวิจัยและพัฒนา
นวัตกรรมทางการศึกษา :
250.-

การวิจัยเชิงคุณภาพ
ทางการศึกษา :
275 . -


ปรัชญาวิจัย :
320 . -

การประเมินนเรศวร :
  150 . -
ทฤษฎี รูปแบบ และแนวทาง
การประเมิน

ทิศทางและอาณาบริเวณ
การประเมิน:
  165.-

 


คำเตือน!
 การพยายามเข้าระบบจัดการ โดยผู้ที่ไม่ใช่เว็บมาสเตอร์ IP ดังกล่าวจะถูกระงับการใช้งานทันที

สำหรับผู้ดูแลเว็บ
ชื่อเรียก
รหัสผ่าน

ข้อความทั้งหมด   
 
เทคนิคการตัดเกรด

เทคนิคการตัดเกรด

ความหมายของคำที่เกี่ยวข้อง

            การวัดผลการศึกษา  หมายถึง  กระบวนการหาปริมาณความสามารถเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ต้องการ อันสืบเนื่องมาจากการเรียน (คะแนน) หรือสัญลักษณ์ หรือ ข้อมูล  กล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า การวัดผลการศึกษา เป็นกระบวนการตรวจสอบคุณภาพของการเรียนการสอนว่าได้ช่วยให้ผู้เรียนบรรลุผลตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้หรือไม่ ซึ่งการวัดผลที่ดีควรทำควบคู่ไปกับการเรียนการสอน ไม่ใช่เป็นกระบวนการขั้นสุดท้ายของการเรียนการสอน 

รัตนะ บัวสนธ์ และทิภาวรรณ เลขะวัฒนะ



จุดมุ่งหมายของการวัดผลการศึกษา มีดังนี้
   1.       วัดผลเพื่อค้นและพัฒนาสมรรถภาพของผู้เรียน
   2.       วัดผลเพื่อวินิจฉัย (Diagnosis)
   3.       วัดผลเพื่อจัดอันดับ หรือจัดตำแหน่ง (Placement)
   4.       วัดผลเพื่อเปรียบเทียบ หรือเพื่อทราบพัฒนาการของผู้เรียน (Assessment)
   5.       วัดผลเพื่อพยากรณ์ (Prediction)
   6.       วัดผลเพื่อประเมิน (Evaluation)

            การทดสอบทางการศึกษา  หมายถึง  กระบวนการวัดผลอย่างหนึ่งที่กระทำอย่างมีระบบ เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบความสามารถของบุคคล โดยใช้ข้อสอบ หรือคำถามไปกระตุ้นให้สมองแสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา เป็นการวัดพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย

            การประเมินผล  หมายถึง  กระบวนการใช้ดุลยพินิจ (Judgment) และ/ หรือค่านิยม และข้อจำกัดต่างๆ ในการพิจารณาตัดสินคุณค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยการเปรียบเทียบผลที่วัดได้กับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ซึ่งอาจเป็นเกณฑ์สัมพัทธ์หรืออิงกลุ่ม  หรืออาจเป็นเกณฑ์สัมบูรณ์ หรืออิงเกณฑ์ ก็ได้

            การประเมินผลการเรียน  หมายถึง  การตัดสินหรือวินิจฉัยสิ่งต่างๆ ที่ได้จากการวัดผลการศึกษา โดยอาศัยเกณฑ์พิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่ง

 คะแนนดิบและคะแนนแปลงรูป

            ในการวัดพฤติกรรมต่างๆ ของผู้เรียน ไม่ว่าจะใช้เครื่องมือชนิดใดก็ตาม ส่วนใหญ่จะปรากฏผลเป็นตัวเลข โดยเฉพาะเมื่อใช้แบบทดสอบ  ตัวเลขที่ใช้แทนปริมาณความมากน้อยของสิ่งที่ต้องการวัดนี้ เรียกว่า คะแนน  ซึ่งโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น  2 ประเภท ได้แก่
             
1. คะแนนดิบ (Raw  score)  เป็นคะแนนที่เกิดจากการสอบโดยตรง  เป็นคะแนนที่ไม่สามารถแปลความหมายได้ชัดเจนด้วยตัวเองว่า ผู้เรียนมีความเก่ง อ่อนเพียงใด และเป็นคะแนนที่ไม่สามารถนำมาบวกหรือลบกันได้โดยตรง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คะแนนดิบจากแบบทดสอบต่างชุดกัน จะนำมาเปรียบเทียบกันโดยตรงย่อมไม่ได้ เช่น นาย  .  สอบวิชาภาษาอังกฤษ ได้ 40 คะแนน จากคะแนนเต็ม 50 คะแนน  สอบวิชาภาษาไทยได้ 30 คะแนนจากคะแนนเต็ม 50 คะแนน จะสรุปว่า  นาย ก. เก่งวิชาภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทย ยังไม่ได้  ต้องพิจารณาค่าสถิติอื่นๆ ประกอบด้วยเช่น ค่าเฉลี่ย และ    ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
             
2. คะแนนแปลงรูป (Derived  score)  เป็นคะแนนที่ได้จากการนำคะแนนดิบไปเปลี่ยนให้เป็นคะแนนมาตรฐานที่มีความหมายดีขึ้นกว่าเดิม สามารถบอกสภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ชัดเจนขึ้น    ซึ่งคะแนนแปลงรูปนี้อาจจำแนกเป็นประเภทย่อยๆ ได้หลายประเภท ดังนี้
               
2.1   คะแนนเปอร์เซนต์  คือการนำคะแนนที่สอบได้ ไปเทียบกับคะแนนเต็มโดยเปลี่ยนคะแนนเต็มให้มีค่าเป็น 100  เช่น สอบได้ 30 คะแนนจากคะแนนเต็ม 50   แสดงว่า ถ้าคะแนนเต็ม 100 คะแนน จะสอบได้ 60 คะแนน เรียกว่า ร้อยละ 60 หรือ 60 %
                   
2.2   คะแนนอันดับที่   คือการนำคะแนนดิบที่ได้ไปกำหนดตำแหน่งผู้เข้าสอบ โดยเรียงอันดับคะแนนที่ได้จากจำนวนคนทั้งหมด  พิจารณาอันดับที่ได้เป็นสำคัญ เช่น สอบได้คะแนน 30 คะแนนจากคะแนนเต็ม 50 คะแนน เมื่อจัดเรียงลำดับคะแนนแล้วอยู่ในอันดับที่ 10 จากคนเข้าสอบ     ทั้งหมด 20 คน  และเมื่อคิดเทียบอันดับที่ได้นี้จากคนที่เข้าสอบทั้งหมด 100 คน จะเรียกว่าตำแหน่ง  ร้อยละ หรือตำแหน่งเปอร์เซนต์ไทล์  ( มีสูตรคำนวณโดยเฉพาะ)
                     
2.3   คะแนนมาตรฐาน  คือการนำคะแนนดิบที่ได้ไปเปรียบเทียบกับคะแนนเฉลี่ย (Mean) ของกลุ่มโดยพิจารณาว่า มากหรือน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอยู่เท่าไร  ซึ่งคะแนนมาตรฐานที่นิยมใช้กันได้แก่ คะแนนมาตรฐาน Z และคะแนนมาตรฐาน T
                    
2.4   คะแนนมาตรฐานเก้า (Stanine)  คือ การนำคะแนนดิบที่ได้ไปเปรียบเทียบกับคะแนนในกลุ่มย่อย เมื่อแบ่งผู้สอบออกเป็น 9 กลุ่ม ตามอัตราส่วนร้อยละของการแจกแจงโค้งปกติที่กำหนดไว้คงที่
                           ⇒
คะแนนมาตรฐานเป็นคะแนนแปลงรูปมาจากคะแนนดิบ ตามแนวการประเมินผลแบบอิงกลุ่ม เพื่อให้มีความหมายชัดเจนขึ้นเพราะคะแนนมาตรฐานมีจุดเปรียบเทียบที่มีหน่วยเท่ากัน และ เชื่อถือได้ สามารถนำมาบวกลบกันได้
                           ⇒
หลักในการเปรียบเทียบคะแนนมาตรฐาน ได้แก่ คะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม  ถ้ามีผู้เรียนเข้าสอบคนเดียวจะไม่สามารถบอกได้ว่าเขาเก่งหรืออ่อน เพราะต้องอาศัยการเปรียบเทียบกับผู้เรียนคนอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่ม 

คะแนนมาตรฐาน Z และ T

            คะแนนมาตรฐาน Z ( Z- Score)  หมายถึง ผลต่างระหว่างคะแนนดิบกับคะแนนเฉลี่ยในหนึ่งหน่วยมาตรฐาน เขียนเป็นสูตรได้ดังนี้

     

 

                        เมื่อ       Z          แทน  คะแนนมาตรฐานของแต่ละคน

                                    X          แทน  คะแนนดิบของแต่ละคน

                                            แทน  คะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม

                                    SD        แทน  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่ม

ตัวอย่างที่ 1

            นาย  . สอบได้คะแนนวิชาวัดผลได้  20 คะแนน  เปลี่ยนเป็นคะแนนมาตรฐานได้เท่าไร  ถ้า  =  17  และ  SD = 2

                        จากสูตร                     แทนค่าในสูตร ได้

                                                   

                                                      =  1.5

 ตัวอย่างที่ 2

            นาย  .  สอบวิชาวัดผล และวิชาวิจัยได้คะแนนเท่ากันคือ 40 คะแนน  อยากทราบว่านาย  . เก่งในวิชาทั้งสองนี้เท่ากันหรือไม่ ถ้าข้อมูลต่างๆ เป็นดังนี้

วิชา

คะแนนเต็ม

คะแนนที่ได้

SD

วัดผล

วิจัย

60

60

40

40

35

48

3

4

           

                        จากสูตร                  แทนค่าในสูตร ได้

                      วัดผล                         =  1.67
                        วิจัย                         =  -2.00

            จากการเทียบคะแนนพบว่า  นาย ข. เก่งวิชาวัดผล มากกว่าวิชาวิจัย 

            คะแนนมาตรฐาน T (T - Score)  เป็นคะแนนมาตรฐานที่มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 50  และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็น 10  หาได้ดังนี้ 

                        สูตร       T  =  10 Z  +  50

                        เมื่อ       T          แทน  คะแนนมาตรฐาน T
                                    Z          แทน  คะแนนมาตรฐาน Z

ตัวอย่างที่ 3

            เด็กชาย  . ได้คะแนนวิชาคณิตศาสตร์  30 คะแนน จากคะแนนเต็ม 50 คะแนน เมื่อแปลงเป็นคะแนนมาตรฐาน Z ได้ 1.3  จะเท่ากับคะแนนมาตรฐาน T เท่าไร

                        สูตร       T  =  10 Z  +  50

            แทนค่า                  =   10 (1.3) + 50
                                        =   13  + 50  =  63 

คะแนนมาตรฐาน T ปกติ (Normalized  T - Score)

            การแปลงคะแนนดิบให้เป็นคะแนนมาตรฐาน T (T - Score) เรียกว่า การแปลงเชิงเส้นตรง (Linear  Transformation) ลักษณะการแจกแจงข้อมูลยังคงเหมือนคะแนนดิบ  ดังนั้นปกติแล้วจะไม่แปลงคะแนนดิบโดยวิธีนี้ เพราะการเปรียบเทียบคะแนนยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์  จึงใช้วิธีแปลงคะแนนโดยยึดพื้นที่ใต้โค้งปกติ (Area Transformation) ซึ่งจะทำให้รูปโค้งการแจกแจงเข้าสู่รูปโค้งปกติมากขึ้น คะแนนมาตรฐานที่ได้จากวิธีการนี้เรียกว่า  คะแนนมาตรฐาน T ปกติ (Normalized  T - Score)  วิธีการแปลงคะแนนดิบให้เป็นคะแนน T ปกติ ไม่ต้องคำนวณค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่ม แต่จะคำนวณโดยอาศัยพื้นที่ใต้โค้งปกติ(Normal  curve) เป็นหลัก  โดยถือว่า พื้นที่ใต้โค้งปกติดังกล่าวแทนจำนวนคนในกลุ่มที่เข้าสอบ

-3

-2

-1

0

1

2

3

2%

14%

34%

2%

14%

34%

คะแนน Z

ค่า SD

คะแนน T

         -3S                     -2S              -1S               0                  1S              2S              3S

          20               30                40              50                  60             70               80

-3

-2

-1

0

1

2

3

2%

14%

34%

2%

14%

34%

คะแนน Z

ค่า SD

คะแนน T

         -3S                     -2S              -1S               0                  1S              2S              3S

          20               30                40              50                  60             70               80

 

-3

-2

-1

0

1

2

3

2%

14%

34%

2%

14%

34%

คะแนน Z

ค่า SD

คะแนน T

         -3S              -2S              -1S               0                  1S              2S              3S

          20               30                40              50                  60             70               80

 

 การแปลงคะแนนดิบให้เป็นคะแนน T ปกติ มีลำดับขั้นดังนี้

            ขั้นที่ 1   สร้างตารางแจกแจงความถี่ โดยเรียงคะแนนจากมากไปหาน้อย แล้วนำคะแนนของ    ผู้เรียนแต่ละคนมาลงรอยขีด (Tally)

            ขั้นที่ 2   หาค่า  f  และ  cf 

            ขั้นที่ 3   หาค่า   cf +½ f   (จะหาค่า cf + ½ f  ของชั้นใด  ต้องใช้ค่า  cf  ที่อยู่ก่อนถึงชั้นนั้น  แต่ใช้ค่า f  ของชั้นนั้น

            ขั้นที่ 4   นำค่า  cf + ½ f   คูณด้วย  100/N  ได้เป็น (cf + ½ f ) 100 /N  ค่าที่ได้เรียกว่า  ตำแหน่งเปอร์เซนต์ไทล์ (Percentile  Rank  ; PR) แสดงถึงค่าของพื้นที่ใต้โค้งการแจกแจงซึ่งมีค่าทั้งหมดเป็น 1 หรือ 100 %

            ขั้นที่ 5   นำค่า  (cf + ½ f ) 100 /N  หรือ ตำแหน่งเปอร์เซนต์ไทล์ ที่ได้ในขั้นที่ 4 ไปเทียบเป็นค่า T ปกติ จากตารางสำเร็จรูป  ดังนี้

 ตารางเทียบตำแหน่งเปอร์เซนต์ไทล์ เป็นคะแนน T ปกติ 

T

0

1

2

3

4

5

6

7

8

9

1

2

.003

.13

.004

.19

.007

.26

.011

.35

.016

.47

.023

.62

.034

.82

.048

1.07

.069

1.39

.097

1.79

3

4

2.28

15.87

2.87

18.41

3.59

21.19

4.46

24.20

5.48

27.43

6.68

30.85

8.08

34.46

9.68

38.21

11.51

42.07

13.57

46.02

5

6

50.00

84.13

53.98

86.43

57.93

88.49

61.79

90.32

65.54

91.92

69.15

93.32

72.57

94.52

75.80

95.54

78.81

96.41

81.59

97.13

7

8

97.72

99.865

98.21

99.903

98.61

99.931

98.93

99.952

99.18

99.966

99.38

99.977

99.53

99.984

99.65

99.989

99.74

99.993

99.81

99.995

  วิธีเทียบเปอร์เซนต์ไทล์ เป็นคะแนน T ปกติ

1.       ค่าของคะแนน T ตามแนวตั้ง (แถวซ้ายมือ เลข 1 - 8) แสดงหลักสิบ  และตามแนวนอน(แถวบน เลข 0-9) แสดงหลักหน่วย
2.       นำค่าตำแหน่งเปอร์เซนต์ไทล์ที่คำนวณได้จากสูตร (cf + ½ f ) 100 /N  มาเทียบกับค่าเปอร์เซนต์ไทล์ที่อยู่ในตารางนี้ซึ่งมีค่าทศนิยม 2 – 3 ตำแหน่ง โดยพิจารณาค่าที่ตรงกัน  หากไม่มีค่าที่ตรงกันให้ใช้ค่าที่ใกล้เคียงที่สุด

PHP-Nuke
ติดประกาศ Sunday 29 Jul 07@ 11:40:14 ICT โดย admin
 
· ข้อมูลเพิ่มเติม PHP-Nuke
· เสนอข่าวโดย admin


เรื่องที่นิยมอ่านมากสุด PHP-Nuke:
วิถีชีวิตของผับ และนิสิตติดผับ ข้างรั้วมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

คะแนนเฉลี่ย: 3
จำนวนผู้ลงคะแนน: 3


โปรดสละเวลาให้คะแนนสำหรับบทความนี้:

สุดยอด
ดีมาก
ดี
ธรรมดา
แย่


 หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์ หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์

ความคิดเห็นที่แสดงนี้เป็นของเป็นของผู้ลงประกาศ. ทางเว็บไซต์ ไม่ขอรับผิดชอบในเนื้อหาเหล่านี้.

ผู้ไม่ลงทะเบียน ไม่มีสิทธิ์แสดงความเห็น , โปรด ลงทะเบียน

Eduardo (จำนวน: 1)
โดย mhho (xhaoren@gmail.com) เมื่อ Thursday 01 Dec 11@ 14:47:25 ICT
(ข้อมูลผู้ใช้ | ส่งข้อมูลออกไป) http://www.rubwatches.com
You are a great person I had been looking around for this infomation Thank you!



tea length wedding gowns (จำนวน: 1)
โดย yaya (xiaozhou1101@yahoo.com) เมื่อ Tuesday 07 Aug 12@ 08:34:24 ICT
(ข้อมูลผู้ใช้ | ส่งข้อมูลออกไป) http://www.jreplicawatches.com/
I am sure you have spent some time to provide this hight quality article to us. I don't know how to thank you.



bridesmaid dresses toronto (จำนวน: 1)
โดย yaya (xiaozhou1101@yahoo.com) เมื่อ Wednesday 15 Aug 12@ 19:03:44 ICT
(ข้อมูลผู้ใช้ | ส่งข้อมูลออกไป) http://www.jreplicawatches.com/
Thank you for the sound critique. Me and my neighbor were just setting up to do some research about this. I am very glad to see such great info being shared freely out there.



plus size little black dress (จำนวน: 1)
โดย yaya (xiaozhou1101@yahoo.com) เมื่อ Wednesday 15 Aug 12@ 19:10:45 ICT
(ข้อมูลผู้ใช้ | ส่งข้อมูลออกไป) http://www.jreplicawatches.com/
Excellent article, best regards from me.


PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle Copyright © 2006 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.38 วินาที